เกี่ยวกับเรา • สัมมากร
18859
page,page-id-18859,page-template-default,ajax_updown_fade,page_not_loaded,,select-child-theme-ver-1.0.0,select-theme-ver-2.3,wpb-js-composer js-comp-ver-4.5.3,vc_responsive
 

ข้อมูลบริษัท

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

ประวัติความเป็นมา

บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้านจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินเพื่อขายเป็นหลัก จวบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 47 ปี บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการเพื่ออยู่อาศัยและส่งมอบบ้านแก่ผู้ซื้อแล้วกว่า6,000 หน่วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่า โดยร่วมทุนพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน ได้แก่ ศูนย์การค้าเพียวเพลส (Pure Place Community Mall) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่หน้าโครงการบ้านสัมมากรรังสิต คลอง 2 โครงการบ้านสัมมากรบางกะปิ และโครงการบ้านสัมมากรราชพฤกษ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่โครงการ และสร้างเครือข่ายชุมชนให้มีความสะดวกสบายในการพักอาศัย และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพย์สินที่ลูกค้าได้ซื้อและครอบครองไว้ สมกับปณิธานของบริษัทฯ ที่ว่า “เราไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคม” อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ในระยะยาวให้มีความผันผวนน้อยลง รวมทั้งส่งเสริมทางการขายบ้านจัดสรรของบริษัทฯ อีกทางหนึ่งด้วย

การประกอบธุรกิจ

รายได้หลักของบริษัทฯมาจากการจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเป็นหลัก โดยแบ่งเป็นโครงการแนวราบ โครงการแนวสูง และโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า ในปี พ.ศ. 2559 บริษัทฯ ได้ปิดการขายรวม 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสัมมากร มีนบุรี 2 โครงการสัมมากร นิมิตใหม่ และได้เริ่มเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ใน 3 ทำเล ทำให้ในปี 2560 บริษัทฯ มีโครงการหลักที่สร้างรายได้ทั้งหมด 5 โครงการ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสัมมากร ชัยพฤกษ์-วงแหวน โครงการสัมมากร ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ บนถนนชัยพฤกษ์ตัดใหม่ และโครงการสัมมากร ไพรม์ 7 ซึ่งเป็นส่วนด้านหน้าของโครงการสัมมา-กร รังสิต คลอง 7 เดิม โครงการทาวน์โฮม 1 โครงการ ได้แก่ โครงการสัมมากร อเวนิว รามอินทรา-วงแหวน บนถนนคู้บอนใกล้ห้างสรรพสินค้า แฟชั่นไอส์แลนด์ และโครงการสัมมากร เอสเก้า คอนโดมิเนียม บนถนนรัตนาธิเบศร์ บริษัทฯ ยังคงเน้นพัฒนาโครงการบนพื้นที่ในบริเวณใกล้กับถนนสายที่เป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิเช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน เป็นต้น

นโยบายการดำเนินธุรกิจ

บริษัทฯ มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ยังคงอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนนทบุรี โดยมีเป้าหมายและนโยบายหลัก ๆ ดังนี้:-

  1. มุ่งเน้นพัฒนาสินค้าประเภทบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีความถนัดทั้งในส่วนของการทำการตลาดในทำเลและการพัฒนาสินค้า โดยตั้งเป้าหมายเร่งปิดการขายโครงการปัจจุบัน เพื่อสร้างสภาพคล่องในการซื้อที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาโครงการใหม่
  2. พัฒนาโครงการแนวราบประเภทอื่นๆเพิ่มติม อาทิเช่น โครงการทาวน์โฮม หรือบ้านแฝดในทำเลใกล้เมืองเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้เมืองแต่ไม่สามารถเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาของที่ดินได้
  3. พัฒนาปรับปรุงสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน เมื่อดูแลรักษาครบกำหนดตามโครงการและวิธีการจัดสรรแล้ว บริษัทฯ มีนโยบายในการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร เพื่อให้เจ้าของร่วมได้มีส่วนร่วมกันในการบริหารจัดการชุมชนด้วยตนเอง โดยมีสิทธิ์และหน้าที่ตามกฎหมาย อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของแต่ละชุมชนได้เป็นอย่างดี
  4. คุณภาพบ้านที่พร้อมส่งมอบแก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ จัดทีมตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯจะส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกำหนดเวลา
  5. พัฒนาทีมงานบริหารลูกค้าสัมพันธ์ บริการหลังการขาย และสร้างกฏระเบียบที่อยู่อาศัยภายในโครงการเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมภายในโครงการในอนาคต

การพัฒนาองค์กร และบุคลากร

ในปี 2560 บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบุคลากรและระบบปฏิบัติการ เพื่อให้บริษัทฯสามารถทำงานได้อย่างทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำในตลาด โดยกำหนดเป้าหมายให้บุคลากรของบริษัทมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลักในการทำงาน บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมในด้านโปรแกรมฝึกอบรมให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจในแนวทางการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทฯ ในทิศทางเดียวกัน และยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงานของบุคลากรทุกหน่วยงาน ในขณะที่ระบบปฏิบัติการที่บริษัทฯ จะนำมาประยุกต์ใช้จะต้องส่งเสริมให้เกิดความรวดเร็วและถูกต้องในการทำงานระหว่างฝ่ายมากยิ่งขึ้น

โครงสร้างรายได้

โครงสร้างรายได้ ของบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งในปี 2559 มีสัดส่วนร้อยละ 78.48 ของรายได้รวม นอกจากนั้นก็มีรายได้จากการบริการ รายได้จากการให้เช่า และรายได้อื่น โครงสร้างรายได้ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมามีสัดส่วนดังนี้

โครงสร้างรายได้เปรียบเทียบ 3 ปี

(หน่วย : ล้านบาท)

ประเภทรายได้ 2557 2558 2559
  จำนวนเงิน สัดส่วน% จำนวนเงิน สัดส่วน% จำนวนเงิน สัดส่วน%
รายได้จากการขายบ้านและที่ดิน 903.38 89.64% 898.79 65.61% 703.66 62.55%
รายได้จากการขายห้องชุด - - 353.97 25.84% 179.16 15.93%
รายได้จากการให้เช่า 47.29 4.69% 51.42 3.75% 67.46 5.99%
รายได้ค่าบริการ 49.85 4.95% 52.17 3.81% 55.30 4.92%
รายได้จากการรับโอนอาคารให้เช่า - - - - 79.62 7.08%
รายได้อื่นๆ 7.28 0.72% 13.49 0.99% 39.68 3.53%
รวมรายได้ 1,007.80 100.00% 1,369.85 100.00% 1,124.89 100.00%

โครงการในอนาคต

บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในนโยบายจัดสรรโครงการบนทำเลที่ดีที่สุด และพัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลักในทำเลนั้นๆ นอกจากนั้นบริษัทฯ จะเน้นการสร้างสังคมภายในโครงการให้มีระเบียบของการอยู่อาศัยร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดชุมชนและสังคมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

ผลตอบรับของตลาดในปี พ.ศ. 2559 พบว่าแบรนด์ “สัมมากร” ได้รับความนิยมและจดจำจากกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น และมีผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเหล่านั้นเพิ่มมากด้วย โดยจะเห็นได้จากจำนวนโครงการที่ปิดการขายลง และโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ที่ให้การต้อนรับที่ดีต่อโครงการทาวน์โฮม สัมมา-กร อเวนิว นอกจากนั้นแบรนด์ “สัมมากร” ยังถูกจดจำถึงคุณค่าของแบรนด์ที่ส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแผนธุรกิจในปี พ.ศ. 2560 ที่มุ่งเน้นการส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพ และการเพิ่มและพัฒนาหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพ และบริการหลังการขาย ที่จะนำมาซึ่งการแนะนำจากลูกค้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ทำให้บริษัทฯ มียอดรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน มีความรู้และมีความเข้าใจในธุรกิจเป็นอย่างดี ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จึงเติบโตและมีกำไรอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ ยกเว้นกรณีมีปัจจัยที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหานโยบายของสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งสวนทางกับจำนวนอุปทานที่ยังมีอยู่มากในตลาด อาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินงานให้สำเร็จตามแผนหรือตามเป้าหมายที่วางไว้